พิธีกวนข้าวมธุปายาส

พิธีกวนข้าวมธุปายาส

ตำนานข้าวมธุปายาส

ตำนานข้าวมธุปายาส มาจากเรื่องของ นางสุชาดา ธิดาเศรษฐี ณ หมู่บ้านเสนานี ใกล้ตำบลอุรุเวลาเสนา โดยนางสุชาดาได้บวงสรวงขอบุตรชายต่อเทวดาประจำต้นไทร เมื่อได้บุตรชายตามประสงค์แล้ว นางจึงให้คนตระเตรียมทำข้าวมธุปายาสเพื่อนำไปเป็นพลีถวายแก่เทวดา ที่บันดาลให้นางได้บุตรชาย แต่ก็ได้ถวายแด่ นักบวชสิทธัตถะ ผู้ประทับนั่งใต้ร่มไทรนั้น โดยนางเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดาที่แสดงตนมาเป็นนักบวช เนื่องจากมีลักษณะงาม นางจึงน้อมข้าวมธุปายาสนั้นเข้าไปถวาย ครั้นนักบวชสิทธัตถะได้บอกความจริงแก่นางแล้วนางก็ยิ่งมีใจศรัทธา จึงได้ถวายข้าวนั้นทั้งถาด นักบวชสิทธัตถะได้นำข้าวมธุปายาสมาแบ่งเป็น ๔๙ ก้อน แล้วฉันจนหมด จากนั้นจึงนำถาดไปอธิษฐานแล้วลอยไปในแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อเสี่ยงทายเรื่องที่จะสามารถตรัสรู้ได้หรือไม่ ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาจึงนับว่าเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่นักบวชสิทธัตถะจะได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นระพุทธเจ้านั่นเอง

พิธีกวนข้าวมธุปายาสวัดประชาสันติ

ทางวัดประชาสันติ ได้เริ่มจัดตั้งพิธีนี้กวนข้าวมธุปายาสครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมีญาติโยมมาร่วมกันช่วยงานกันอย่างเนืองแน่น และพิธีก็เป็นไปอย่างราบรื่นโดยจะมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

1.จัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงาน
2.เตรียมวัตถุดิบเพื่อใช้กวนข้าวมธุปายาส
3.พราหมณ์เริ่มพิธีกวนข้าวมธุปายาส
4.สาวพรหมจรรย์เริ่มกวนข้าวมธุปายาส
5.ญาติโยมที่มาช่วยงานร่วมกันกวนข้าวมธุปายาสจนใกล้เช้า
6.ตัดแบ่งข้าวมธุปายาสใส่กล่องเพื่อเตรียมแจกจ่ายในตอนเช้า
7.ทำบุญใส่บาตรพระวัดประชาสันติในตอนเช้า
8.แจกจ่ายข้าวมธุปายาสให้กับญาติโยมที่มาช่วยงาน และร่วมงาน

 

ห้องอบสมุนไพร

ห้องอบสมุนไพร

ทางวัดประชาสันติมีห้องอบสมุนไพรสำหรับบำบัด และรักษาโรคไว้บริการ สำหรับบุคคลที่ป่วยไข้ ไม่สบาย
สามารถหาเวลามาอบสมุนไพรกับทางวัดได้ โดยปกติก็เปิดบริการทุกวัน มีฆราวาสมาใช้บริการกันอยู่เสมอๆ
และผู้ที่เคยมาอบสมุนไพรแล้วก็บอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าสุขภาพดีขึ้น กระปรี้กระเปร่าอาการป่วยไข้ต่างๆ
ก็ดีขึ้น หากมีเวลาก็จะหาโอกาสมาอบสมุนไพรที่วัดประชาสันติเป็นประจำ

 

ห้องอบสมุนไพร วัดประชาสันติ พังงา

 

ประวัติพระครูโพธิธรรมประภาส

มูลนิธิโพธิธรรมประภาส

มูลนิธิโพธิธรรมประภาส

มูลเหตุ
ทางวัดได้ระดมความคิดของบุคคลหลากหลายอาชืพมาประชุมหารือกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการจัดตั้งชมรมโพธิธรรมประพาสที่วัดประชาสันติเพื่อเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือสังคมที่ภาครัฐยังมองไม่เห็น เพื่อช่วยบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อน ให้บรรเทาลงไปได้บ้าง

ความคิดริเริ่มที่ก่อให้เกิดชมรมโพธิธรรมประพาสเนื่องด้วย มีชาว อ. พระแสง จ. สุราษฎร์ธานี ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพังงาซึ่งในขณะนั้นเป็นการรักษาฟรี (อนาถา) เนื่องด้วยเห็นว่าทางโรงพยาบาลวินิฉัยโรคดีอีกทั้งแพทย์และพยาบาลต่างก็ดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยด้วยความรักความเมตตา

ต่อมาไม่นานผู้ป่วยก็เสียชีวิต เงินก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ คนป่วยคนอื่นๆก็ช่วยเรื่ยไรเงินกันคนละเล็กคนละน้อยเพื่อไปซื้อหีบใส่ศพ ประมาณตี 4 ลูกชายของผู้ป่วยก็ไปซื้อหีบใส่ศพจากวัดประชาสันติ เจ้าอาวาสมอบหีบใส่ศพให้เค้าโดยไม่คิดเงิน ทำให้เค้ามีความปลาบปลื้มก้มลงกราบแทบเท้าท่านเจ้าอาวาส เนื่องด้วยเหตุนี้ ทำให้ท่านเจ้าอาวาสมีความคิดที่จะจัดตั้งชมรมโพธิธรรมประพาสขึ้นมา
ขณะนี้ชมรมโพธิธรรมได้จดทะเบียนขึ้นเป็น “มูลนิธิโพธิธรรมประพาส” ถูกต้องตามกฎกระทรวง เมื่อปี พ.ศ. 2549

 

 

บัญชีร่วมบุญ

บัญชีร่วมบุญกับทางชมรมมูลนิธิโพธิธรรมประภาส

ธนาคาร: กรุงเทพ

ชื่อบัญชี: มูลนิธิโพธิธรรมประภาส

เลขที่บัญชี: 378-0-34859-9

ประเภท: สะสมทรัพย์

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่ร่วมบุญกับทางชมรมมูลนิธิโพธิธรรมประภาส ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการร่วมบุญกับทางชมรม จงบันดาลให้ท่านเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ และประสพสิ่งอันพึงปรารถนา ทุกกาล ทุกเมื่อ เทอญ

 

ว่างเทวดา

ว่างเทวดา

บ่อยครั้งที่ท่านอาจารย์มักมีกุศโลบายในการชักจูงให้บรรดาศิษย์กระทำความดีในรูปแบบต่างๆ กันอยู่เสมอๆ ตามแต่ท่านจะพิจารณาตามความเหมาะสม และความชอบความสนใจในแต่ละเรื่อง ของแต่ละบุคคล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์สำหรับศิษย์ที่นำไปคิดพิจารณา และประพฤติปฏิบัติทั้งสิ้น

เมื่อครั้งเทศกาลสงกรานต์ปี 2546 นี้ ได้มีคณะศิษยานุศิษย์มากราบสรงน้ำ และขอพรจากท่านอาจารย์ ท่านก็กล่าวว่ารดอะไรกันอีกล่ะ เมื่อวันก่อนก็เพิ่งจะรดท่านอาจารย์วิชาญไปนี่ (ท่านหมายถึงสรงน้ำศพท่านอาจารย์วิชาญ) เดี๋ยวของเราก็ไว้รดแบบนั้นแหละทีเดียวเลย แต่ท่านก็อนุญาตให้รดได้ แล้วท่านก็ให้โอวาทว่า นี่ช่วงสองสามวันนี้พวกคุณต้องระวังรักษาตัวเองกันจากภัยอันตรายต่างๆ ให้ดีๆนะ ช่วงนี้เทวดาไม่มีนะ เขาไม่ได้มาคอยดูแลคุ้มครองเรา สองสามวันนี้เขาหยุด เขาก็พักผ่อนกันบ้างเหมือนกันแหละ พวกคุณต้องดูแลตัวเองจากอันตรายต่างๆกันเองนะ ต้องมีสติสัมปชัญญะ คอยควบคุมชีวิตของตัวเองกันให้ดีแหละทีนี้ เราจะมัวไปหวังพึ่งอย่างอื่นไม่ได้แล้วนะทีนี้ นี่เป็นกุศโลบายของท่าน ในการที่จะสอนให้ศิษย์เที่ยวในเทศกาลสงกรานต์ด้วยความระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น เพราะช่วงสงกรานต์นี้เป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุกันมาก เมื่อบอกว่าไม่มีเทวดาคุ้มครองจะได้ไม่ประมาท และรู้จักคุ้มครองตัวเองมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะบางครั้งบางคนอาจคิดว่าตัวเองมีเทวดาคอยคุ้มครองอยู่แล้ว คงไม่เป็นไร

อุปมาเหมือนผลไม้ร่วงจากต้น

อุปมาเหมือนผลไม้ร่วงจากต้น

เวลาที่ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องความตายของท่าน ท่านมักจะพูดเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้พิเศษกว่าเรื่องอื่นเลย ท่านพูดแนวตลกขบขันเสียด้วยซ้ำสำหรับท่าน แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย พอนึกไปล่วงหน้าถึงวันที่ครูบาอาจารย์จะจากไปแล้ว ก็รู้สึกโดดเดี่ยวขาดที่พักพิง ขาดส่วนสำคัญของชีวิตไป ก็เลยพบได้เสมอๆ สำหรับคนที่ขอให้ท่านอาจารย์อยู่ต่อไปนานๆ แล้วก็มีคนเคยถามท่านอาจารย์ว่า คนเรานี้เมื่อเกิดมาอายุได้ถูกกำหนดมาตายตัวตั้งแต่เกิดเลยหรือไม่ท่านก็ตอบให้ฟังว่า

มันก็เหมือนกับผลไม้นั่นแหละ ทุกลูกต้องร่วงหล่นจากต้นด้วยกันทั้งนั้น บางทีมันสุกงอมแล้วถึงจะร่วงลงมา บางลูกลมพัดแรงหล่นลงมาตั้งแต่ยังไม่สุกยังไม่โต บางลูกคนก็เก็บเอาไปกิน ชีวิตคนมันก็เหมือนกันแหละ มันแล้วแต่เหตุปัจจัยที่จะสร้างให้เป็นไป ถ้าโรคน้อยมันก็ตายช้า ถ้าโรคมากมันก็ตายเร็ว อย่างเรานี่โรคมาก คนขี้โรคคุณดูสิ คนขี้โรคมันดูแก่ทุกคนแหละ เพราะโรคนี่มันเข้าไปเบียดเบียนร่างกายให้มันทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จึงดูแก่ ความจริงอายุอย่างเราห้าสิบเก้า หกสิบนี่ยังใช้งานได้อีกเยอะ แต่เราขี้โรคเลยทำอะไรไม่ค่อยจะได้ แต่คุณสังเกตดูสิ คนไม่มีโรคไม่มีหรอก ต้องมีโรคด้วยกันทุกคน จะโรคมากหรือน้อยเทานั้นแหละ แต่โรคมากมันก็ตาย แค่มันตายเร็วกว่าพวกโรคน้อยเท่านั้นเอง ก็เกิดมาเพื่อตายนี่ ไม่ได้เกิดมาเพื่อมีชีวิตอยู่ พอมันถึงเวลาตายก็ต้องตาย

คืนเขาไป

คืนเขาไป

เมื่อก่อนมีตาแป๊ะอยู่คนหนึ่ง อพยพมาจากเมืองจีน ไม่มีอะไรเลยนอกจากเสื่อผืน หมอนใบ แกก็มาทำมาหากิน ทำเตาเผาถ่าน ทำอยู่นานจนมีฐานะร่ำรวยพอสมควร ทีนี้ก็มีคนหนึ่งมาบอกแก ชวนแกไปทำเหมืองแร่อีก แกเองก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นว่าได้เงินเยอะก็เลยยอมเอาเงินที่เก็บมาค่อนชีวิตไปลงทุน ทีนี้ลงทุนได้ไม่นาน ธุรกิจก็ไปไม่ได้ มันล้ม เพื่อนที่ชวนมาก็เลยหนี เอาเงินที่เหลือของแกหนีด้วย แกก็โกรธมาก ทุรนทุรายจะหาไอ้เพื่อนคนนั้น แล้วจับมาฆ่าให้ตายให้ได้ แล้วแกก็เลยปีนไปหาพระบนเขาโน่น เสี่ยงตายขึ้นไปเพราะเห็นว่าไหนๆ ตัวเองก็ไม่เหลืออะไรแล้วนะ พอไปเจอพระก็เล่าเรื่องให้พระฟัง พระก็เลยบอกว่าอ๋อ ก็คุณเคยไปเอาของเขามาก่อนนี่ นี่เขาก็เลยมาเอาคืนไปล่ะสิ แกก็ร้องอ๋อแล้วหายโกรธตั้งแต่นั้น

มีโยมคนหนึ่งมาถามท่านอาจารย์ว่ามีคนยืมเงินไปแล้วไม่คืน จะทำอย่างไรดี พอเขาไม่คืนก็คิดโกรธแค้นเขา อยากแก้แค้นเขา เที่ยวแช่งเขาอยู่ ท่านอาจารย์ก็บอกว่า เออ นั่นนะสิ คุณก็เก็บเอามาเป็นทุกข์เองนั่นแหละ ไม่สบายใจเอง คุณก็ไม่สบายใจเอง ทีหลังไม่เอา ถ้าโดนแบบนี้แล้วต้องอย่าไปคิดว่าเราเสียรู้เขา เราโง่กว่าเขา เราตามเขาไม่ทัน อย่างนี้ไม่ได้ จะทำให้เรายิ่งโกรธ ให้คิดว่าความจริงแล้ว เราไปเอาของเขามาก่อน แล้วนี่เขาก็มาเอาคืน มันจะได้จบกันไป ไม่ต้องเที่ยวเป็นเวรกันอีก ให้เขาไป ถือว่าคืนเขาไปแล้วกันนะ

ไม่โกรธแต่ต้องทำโกรธ

ไม่โกรธแต่ต้องทำโกรธ

มีลูกศิษย์เคยเรียนถามท่านอาจารย์ว่า เวลาที่มีใครทำอะไรให้ท่านไม่พอใจ ทำผิดกฎวัด หรือว่าทำสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควรกับท่านนี่ท่านจะโกรธหรือไม่ ทานอาจารย์ก็ตอบว่า แล้วจะไปโกรธมันทำไมเล่า ก็ไอ้ตัวโกรธนี่มันตัวโมหะ ตัวโง่ ถ้าเราโกรธเราก็โง่สิ เราต้องไม่โกรธถึงจะไม่โง่ แต่ทีนี้เราต้องทำโกรธให้เป็น อย่าโกรธแต่ต้องทำโกรธให้เป็น คุณเข้าใจไหม ต้องทำโกรธให้เป็น ก็จริงๆแล้วไม่ได้โกรธ แต่ต้องแสดงอาการให้คนอื่นเขาคิดว่าเรากำลังโกรธ คือเราเป็นนักปกครอง เป็นผู้นำคน เป็นผู้นำพระเณรในวัด เป็นเจ้าอาวาส เราต้องทำโกรธให้เป็น เพื่อพระเณรเขาจะได้เกรง ไม่กล้าไปทำผิด ไปทำนอกลู่นอกทาง แต่ต้องอย่าไปโกรธจริง ถ้าหากโกรธจริงๆ อย่างที่ทำก็กลายเป็นความโง่

นโยบายของชมรม

นโยบายของชมรม

ชมรม โพธิธรรม มีนโยบายต่างๆ อาทิ…

- แจกโลงศพในกรณีฉุกเฉิน
- แจกทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนแต่ขาดทุนทรัพย์ในการศึกษา
- ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง
- ถ้ามีเหตุการณ์สุดวิสัยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภัยธรรมชาติ หรือ ภัยพิบัติต่างๆ ทางชมรมจะช่วยเหลือแจกของในเบื้องต้น
- ส่งเสริมงานประเพณีท้องถิ่น
- มีหน่วยกู้ภัย (ปอเต็กตึ้ง) ช่วยเหลือในด้านต่างๆ