admin

หลับกับสมาธิ

หลับกับสมาธิ
(ธรรมะโดยพระครูโพธิธรรมประภาส หรือพระอาจารย์เชือน ปภัสสโร วัดประชาสันติ จังหวัดพังงา)

คนเราเวลาหลับนี่มันมีสองแบบ แบบหนึ่งคือหลับไม่สนิท คือใจมันยังเข้าภวังค์ไม่เต็มที่ แล้วทีนี้ภวังค์คืออะไรล่ะ ตัวภวังค์นี้แหละคือตัวภพชาติ คือยังหลับไม่สนิท ตัวนี้แหละที่เราจะละเมอ สะลึมสะลือ หรือว่าฝันเห็นโน่นนี่ ต่างๆ นานา

ส่วนฝันอีกแบบเขาเรียกว่าหลับลึก คือหลับสนิทเข้าไปเลย ไม่มีอาการใดๆ  ไม่มีความฝันใดๆ ทั้งสิ้น ได้พักอย่างเต็มที่

สมาธิก็เหมือนกัน ถ้าคนเข้าสมาธิแล้วสงบไม่เต็มที่ ยังอยู่ในภวังค์ ใจมันก็ยังสอดส่อง เกิดนิมิตบ้างในช่วงนี้แหละ เหมือนกัน แบบเดียวกันกับหลับไม่สนิท ต่างกันตรงหลับนั้นไม่มีสติ แต่สมาธิมีสติ ทีนี้สมาธิลึก สงบลึกนี่อีกแบบหนึ่ง มันสงบเข้าไปในส่วนลึก  ไม่มีอาการของใจ ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ของใจทั้งสิ้น เป็นการพักผ่อนของจิตที่ถาวร และแท้จริงที่สุด โดยที่ยังมีสติรู้ตัวในขณะอยู่ในสมาธิอยู่ตลอดเวลา เหมือนกันกับหลับสนิท คือไม่มีนิมิต ไม่ฝัน สนิทไปเลย  แต่ก็ต่างกันตรงที่สติอีกนั่นแหละ ถ้าหลับไม่มีสติ ใจก็สงบลงไปเฉยๆ โดยที่ขาดสติควบคุม แต่ทีนี้ใจมันสงบลง ไปแล้ว แต่ยังมีสติคอยมาควบคุมอยู่อีกที คือจิตคนจะเข้าสมาธิ หรือว่าจะหลับได้นั้นก็ต้องผ่านภวังค์เข้าไปด้วยกันทั้งนั้น

ทีนี้ที่พูดกันว่าบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่ท่านได้ปฏิบัติกันมานั้น ท่านจะไม่หลับ ท่านจะพักในสมาธิ ให้จิตมันหลบเข้าไป พักในสมาธิ แต่มีสติควบคุมอยู่ตลอด ที่ท่านไม่หลับเพราะอะไรล่ะ เพราะจิตของทานเป็นจิตที่ปราศจากภวังค์  ปราศจากตัวภพชาติของใจแล้วโดยสิ้นเชิง ทานจึงไม่หลับ แต่พักแบบพระอริยเจ้านี้ พักนิดเดียวก็พอ เพราะจิตมันพักจริงๆ พักเต็มที่ แต่คนเราหลับนั้นมันหลับไม่จริงกัน มันยังมีฝันอยู่ มันต่างกันอย่างนี้

 

ลักษณะของจิต

ลักษณะของจิต
(ธรรมะโดยพระครูโพธิธรรมประภาส หรือพระอาจารย์เชือน ปภัสสโร วัดประชาสันติ จังหวัดพังงา)

จิตของพวกเรานี้เรารู้ไหมว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร จิตนี้มีลักษณะเป็นกลางๆ เฉยๆ คุณลองสูดหายใจเข้าให้เต็มที่ อัดให้เต็มปอด แล้วกลั้นไว้สักครู่ นั่นแหละเขาเรียกว่าจิต มันมีลักษณะไม่เป็นหญิง ไม่เป็นชาย ไม่เป็นพระ ไม่เป็นฆราวาส ไม่ชั่ว ไม่ดี ไม่เป็นสีดำ ไม่เป็นสีขาว ไม่มีความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้นความเป็นหญิง ชาย

ส่วนความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นอาการของใจ เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ส่วนตัวจิตมันอยู่เฉยๆ ถ้าอุปมาก็เหมือนกับพระจันทร์ จิคเราก็เหมือนกับดวงจันทร์นั่นแหละ จิตปราศจากกิเลสก็เหมือนกับพระจันทร์ที่เต็มดวง ปราศจากเมฆมาบดบัง เมื่อมีเมฆมาบดบังก็เหมือนมีกิเลส มีอาการของใจมาครอบงำใจไว้ ทำให้เราหาจิตไม่เจอ แล้วจิตเรามันก็ชอบหลงอารมณ์ ของใจ หลงอาการของมัน อันนี้แหละที่เราต้องเอาความหลงตัวเองนี้ออกมาจากจิตให้ได้ เพื่อค้นหาจิตเราให้เจอ

ดวงจิตของเรานี้มันไม่ได้แตกดับ มันคงอยู่ตลอดไป ถึงแม้ว่าจะตายไปแล้ว แต่ดวงจิตก็ยังคงอยู่ ถ้าทำกรรมใดไว้ กรรมนั้นก็จะไปแต่งธาตุขันธ์ใหม่ให้ดวงจิตอาศัย ทำมาดีเขาก็แต่งให้ดี ทำมาไม่ดีมันก็ไม่สมบูรณ์  แล้วจิตก็เข้าไปอยู่ ทำกรรมไปเรื่อยจนตายแล้วจิตก็ออกจากร่างอีก นี่เป็นวังวนอยู่อย่างนี้นะ  เกิดแล้วก็ออกจากร่างอย่างนี้เรื่อยไป แต่ทีนี้จิตของพระอรหันต์เป็นอย่างไรล่ะ ดวงจิตของพระอรหันต์เมื่อแตกตายทำลายขันธ์ไปแล้วจะไม่เที่ยวไปเกิดอีกตามกระแสนะ เป็นดวงจิตทวนกระแส ไม่ต้องไปเกิดอยู่อีกต่อไป แต่ก็ไม่แตกดับไปไหนหรอกนะ ดวงจิตยังคงอยู่ ไม่สูญหาย แต่ทีนี้ไปอยู่ที่ไหนล่ะ ไปอยู่ในที่ไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย อยู่ไกลออกไป ไม่มามัวหมองกับกิเลสกับเรื่องของโลกอีก ไม่ต้องมามัวเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีก ยังคงอยู่เป็นอนัตตาจิตอย่างเดียว

ปกติก่อนฉันเช้า ก่อนที่พระจะพิจารณาอาหารในบาตร ท่านพระอาจารย์ก็จะถือโอกาสอบรมญาติโยมไปด้วย ให้ญาติโยมรู้จักนั่งให้สงบ ท่านจะกล่าวว่าเอาแหละนะ เรามานั่งกันสักนิดแหละนะ นั่งสบายๆ หลับตาดูจิตของพวกเราให้สติคอยตามความรู้สึกของใจ ถ้ามาวัดแล้วไม่ได้มาดูใจกันนี่ ว่าไปแล้วก็เหมือนกับเอาข้าวมาให้พระกินอย่างเดียวเท่านั้น ประโยชน์ก็ได้อยู่แค่นั้น แต่ทีนี้ถ้ามาแล้วได้มานั่งดูใจ สำรวจใจของพวกเรานี่ก็จะได้บุญเพิ่มขึ้นไปอีก แล้วจะเอาอะไรดูใจล่ะ เพราะใจมันเป็นนามธรรม ก็ต้องใช้สตินี่แหละดูใจ เพราะสติก็นามธรรมเหมือนกัน สติเกิดพร้อมกับใจ แล้วก็ดับพร้อมกับใจ อยู่รวมกับใจมาตลอด ไม่ห่างกันเลย แต่ไม่ใช่อันเดียวกัน เป็นคนละอย่างกันแต่อยู่ด้วยกัน ตอนนี้ถ้าเราหลับตาแล้วสามารถที่จะหยุดความคิดความรู้สึกของใจได้แล้วคือหยุดสังขารได้แล้วนี่ เราก็จะเห็นนะว่าใจเป็นอย่างไร เบามั้ย สบายมั้ย สุขมั้ยนี่เราจะเห็น สังขารนี่อย่าคิดว่าเป็นตัวจิตนะ ไม่ใช่ตัวจิต แต่สังขารคือการปรุงแต่ง คืออาการของใจ ไม่ใช่ตัวจิต อันนี้แหละที่จิตมันชอบหลง มันชอบหลงอาการของมัน จิตมันหลงความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นของใจ

เอาแหละนะ ให้ตั้งอกตั้งใจกัน อย่าไปคิดว่าเป็นการภาวนา พูดถึงคำว่าภาวนาแล้ว ญาติโยมกลัวกัน เพราะฟังดูเหมือนกับรู้สึกว่า เป็นคำโบราณ อันนี้ไม่ใช่นะ ไม่ต้องกลัว แค่มาดูจิต สำรวจจิตของเรากัน จนเมื่อพระสงฆ์พิจารณาอาหารจนเสร็จ ท่านก็จะให้โอวาทอีกทีว่า เห็นไหม นั่งแล้วมันสบาย มันสงบ แล้วท่านก็เชิญญาติโยมให้ร่วมกันรับประทานอาหาร

 

การพิจารณา

การพิจารณา
(ธรรมะโดยพระครูโพธิธรรมประภาส หรือพระอาจารย์เชือน ปภัสสโร วัดประชาสันติ)

การสร้างสมาธินี่ก็สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นรากเป็นฐานของปัญญา อย่างที่เคยบอกว่าสมถะกับวิปัสสนานี่มันเป็นของคู่กัน แยกกันไม่ได้ เมื่อเข้าสู่สมาธิได้แล้วก็คือมีฐานมั่นคงแล้ว ทีนี้ก็ต้องเอาฐานคือความสงบนี่แหละมาใช้ เพื่อที่จะใช้เป็นวิปัสสนาต่อไป คือมาสร้างอุบายที่ก่อให้เกิดปัญญาต่อไป ทีนี้อุบายแบบไหนล่ะ ก็คือการพิจารณาธาตุขันธ์ พิจารณากายให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อจะได้รู้แจ้งเห็นจริง ไม่ใช่รู้จำ

ทีนี้เวลาจิตพิจารณาก็อย่าไปบังคับมัน ให้มันสอนตัวมันเอง ไม่ต้องไปบังคับมัน อันนี้เรียกว่าธรรมวิจย บางทีเวลามันเกิดสลด สังเวชขึ้นมามันก็รวมวูบลงได้ รวมศูนย์ลงเป็นหนึ่งได้ หรือไม่อยู่ๆ มันก็หลบเข้าไป นิ่งสงบอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ต้องไปกังวลมัน เพราะจิตมันหลบใน มันเข้าไปพักแต่มันก็รู้อยู่ตลอด เพียงแต่มันเข้าไปพัก ไม่ต้องไปเร่ง ไม่ต้องไปกังวล เหมือนกับคนนั่นแหละ เวลาทำงานหนักก็พักเอาแรงก่อนเพื่อไปทำงานต่อ อันนี้ก็เหมือนกัน มันเข้าไปพัก พอมีพลังก็ออกมาพิจารณาของมันต่อ

ทีนี้พิจารณานี่แรกเริ่มก็ยกเอามาอย่างหนึ่งก่อน จะเอา ผม ขน ฟัน หนัง เล็บอะไรก็ได้มาอย่างหนึ่งก่อน แล้วมาพิจารณา ซอยออกให้ยิบๆ เลยนะ เอาให้ละเอียดเลย กลับไปกลับมาอยู่นั่นแหละ ทำซ้ำๆ ให้เป็นประจำ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาอยู่ทุกเวลา เอามันเข้ามาสู่ไตรลักษณ์ให้ได้ ให้เข้าธาตุสี่ก็ได้ แยกให้มันเอาเข้ามาสู่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาให้ได้ กลับไปกลับมาอย่างที่บอกให้เกิดความชำนิชำนาญ ให้มันรู้จริงขึ้นมาให้ได้เลย ให้เห็นตามสภาพของความเป็นจริง ไม่ใช่แค่รู้ว่ามันเป็นแบบนั้นๆ อันนั้นมันรู้จำ ไม่ได้รู้แจ้ง ทีนี้เวลามันรู้ได้อย่างหนึ่ง ไอ้อย่างที่เหลือมันก็พลอยได้ไปด้วยกันทั้งหมด จำไว้ว่ายกเอามาอย่างเดียว ทำแค่อย่างเดียว ไม่ต้องไปทำหลายอย่าง เดี๋ยวมันจะพากันหลง ทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีกอยู่อย่างนั้นแหละ อย่าทำแค่ครั้งเดียว มันจะไม่ได้อะไร ทำจนมันขึ้นมาได้จริงๆ พอได้อันหนึ่ง อันอื่นๆ ก็จะได้ทั้งหมดนั่นแหละ

เวลาพิจารณาแล้วใจมันส่องออกนอกบ้าง หรือว่าเกิดเวทนา ปวดนั่น ปวดนี่ ก็ให้ยกเอาข้อธรรมมาพิจารณาอีกแหละ ให้เข้าสู่ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือมันไม่เที่ยง อะไรๆ ก็ไม่เที่ยง ให้มันสอนมันเองอยู่เรื่อย อบรมจิตอยู่เรื่อยๆ ว่าทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น อาการที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่มีอะไรเที่ยง ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่อย่างนั้นแหละ

พวกเรานี้ก็เหมือนกัน เวลาไปโรงพยาบาลกัน ไปเยี่ยมไข้ ไปให้เลือด หรือว่าต้องไปนอนอยู่โรงพยาบาล ยิ่งห้องรวมยิ่งดี อะไรก็ตามใจ ต้องรู้จักดู และพิจารณาบ้าง ที่นอนๆ กันอยู่นั่น ใส่สายระโยงระยางเวลาได้ไปเห็นแล้วต้องรู้จักพิจารณาบ้าง นั่นแหละวิเศษนักแหละ ไม่ใช่ไปสักแต่ไปเฉยๆ ไปแล้วให้มันได้กลับมา เมื่อก่อนตอนเราไปกรุงเทพที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนนั้นไปแล้วก็ขออนุญาตเขาเข้าไปดูในห้องเก็บศพ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้อนุญาตให้เข้าไป แต่เราก็ชี้แจงเหตุผล บอกว่าอาตมาขอเข้าไปดูเพื่อพิจารณาในเชิงกัมมัฏฐาน ไม่ได้จะมาเพื่อเอาอะไร ทีนั้เขาฟังเหตุผล เขาเลยให้เข้าไปได้ เข้าไปนี่ทั้งกลิ่นคาวกลิ่นอะไรเต็มไปหมด มันฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเลยนะ เราเข้าไปนี่รู้สึกได้เลย เห็นศพเต็มไปหมด จิตมันสลด สังเวชขึ้นมาทันที มันรวมนิ่งอยู่เลย พออยู่บรรยากาศแบบนี้มันเลยรวมลงไปเลย ทั้งสลดสังเวช ดีมากๆ เลย ยิ่งพระเณรถ้าได้เข้าไปจะมีประโยชน์มากเลย

 

 

สมถะกัมมัฏฐานกับวิปัสสนากัมมัฏฐาน

สมถะกัมมัฏฐาน กับ วิปัสสนากัมมัฏฐาน
(ธรรมะโดยพระครูโพธิธรรมประภาส หรือพระอาจารย์เชือน ปภัสสโร วัดประชาสันติ)

สมถะคือความสงบนั่นแหละ อุบายอันใด ที่ก่อให้ใจเกิดความสงบ อุบายอันนั้นท่านเรียกว่าสมถะกัมมัฏฐาน วิปัสสนาคือปัญญา อุบายอันที่กิอให้จิตเกิดปัญญา อุบายอันนั้นคือวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ทั้งสองอย่างนี้เป็นของคู่กัน ต้องมาด้วยกัน ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปเสียไม่ได้ การที่เราจะฝึกใจของเราให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดนี่ต้องทำให้ใจมันเกิดความสงบลงเสียก่อน คือทำให้เกิดสมาธิเสียก่อน อันนี้คือสมถะกัมมัฏฐาน ทีนี้พอใจสงบลงแล้ว ก็เข้าสู่อุบายการพิจารณาต่างๆ  ซึ่งต้องอาศัยฐานแห่งสมาธิ ฐานแห่งความสงบเป็นที่ตั้ง เพื่อที่จะพิจารณาสิ่งต่างๆ ขึ้นมาให้เกิดรู้แจ้งเห็นจริง ขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้

เหมือนกับเรากินข้าวนั่นแหละ คนเราเวลากินข้าวก็ต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อน แล้วจึงกลืน ไม่ใช่อยู่ๆ ใส่ปากแล้วก็กลืน มันเป็นไปไม่ได้ อันนี้ก็เหมือนกัน ใจนี่ต้องทำให้มันสงบก่อน ผ่านสมถะกัมมัฏฐานมาก่อนเพื่อเป็นฐาน แล้วถึงจะมาสร้างปัญญาให้เกิดด้วยอุบายต่างๆ ด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน

 

ประวัติวัดประชาสันติ

ประวัติวัดประชาสันติ

ในครั้งที่คณะพระกรรมฐานในสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตนำโดยหลวงปู่เทสก์ เทศรังสี ได้เดินทางมาอบรมศีลธรรมให้ญาติโยมทางภาคใต้แถบจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่  หลวงปุ่เหรียญ วรลาโภ หลวงปู่มหาปิ่น ชลิโต หลวงปู่สาม อภิญจโน หลวงปู่คำพอง ติสโส และพระสงฆ์อีกหลารูปก็ติดตามมาด้วย โดยครั้งนั้นแต่ละรูปได้แยกย้ายกันไปสร้างวัดในแต่ละพื้นที่ โดยหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้เดินธุดงค์มาทางอำเภอเมือง แวะจำพรรษาที่วัดสวนพริก (วัดสันติวราราม) ซึ่งหลวงปู่มหาปิ่น ได้มาสร้างเอาไว้ จากนั้นจึงได้รับศรัทธาญาติโยมนิมนต์มรับบิณฑบาตในตลาดพังงา และในครั้งนั้นญาติโยมก็ได้สร้างกุฏิที่พักชั่วคราวให้บริเวณถ้ำหลักเมืองพังงาให้ท่านได้พัก และก็ได้แสดงธรรมแก่ญาติโยมเรื่อยมา ท่านอยู่บริเวณนั้นได้ระยะหนึ่งจึงีมพิจารณาเห็นว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะสมกับการตั้งวัด เพราะบริเวณนี้ก็มีวัดประชุมโยธีอยู่แล้ว ควจะหาที่อื่นที่ห่างออกจากวัดที่ตั้งอยู่ก่อนแล้วไกลพอสมควร ทางญาติโยมนำโดยนายคำนวณ ไตรบุญ นายถวิล ณ ถลาง และคณะพุทธบริษัทมีความเห็นว่าที่ดินของนางเจริญ สุภานิชซึงอยู่หลังบริเวณวิทยาลัยเทคนิคพังงาเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างวัด เจ้าของที่ดินก็ยินดีที่จะยกที่ดินให้สร้างวัดเป็นบริเวณ 7 ไร่ ต่อมาในภายหลัง นางนาถ จิตตกาญจน์ได้มอบที่ดินเพิ่มเติมให้อีกรวมเป็นเนื้อที่ 9 ไร่เศษ หลวงปู่เหรียญจึงได้นำพระเณรมาช่วยกันสร้างเสนาสนะในวัด ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2496 เป็นต้นมา และได้ลงความเห็นกันตั้งชื่อวัดว่า วัดประชาสันติ



ทำเนียบเจ้าอาวาส (วัดประชาสันติ จังหวัดพังงา)

ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดประชาสันติ จังหวัดพังงา

1.หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก (พ.ศ. 2496-2502)

2.หลวงปู่กัน ธนสาโร เป็นเจ้าอาวาสรูปที่สอง (พ.ศ.2502-2523)

3.พระอาจารย์เชือน ปภัสสโร เป็นเจ้าอาวาสรูปที่สาม (พ.ศ.2523-ปัจจุบัน)

จิตพัก

จิตพัก
(ธรรมะโดยพระครูโพธิธรรมประภาส หรือพระอาจารย์เชือน ปภัสสโร วัดประชาสันติ)

การภาวนา พอเราภาวนาไปเรื่อยๆ จนจิตมันสงบได้ที่ของมันแล้ว อย่างที่เคยบอก บางทีมันก็จะมีการหลบในนะ คือเวลามันสงบแล้วแทนที่มันจะสอดส่องไปพิจารณากาย พิจารณาธาตุขันธ์ มันไม่ทำ มันพักอยู่เฉยๆ ของมัน แต่สติยังรู้อยู่ตลอด แต่ไม่ทำอะไร นี่คือจิตหลบใน มันก็พักของมันบ้างสิ เหมือนร่างกายของคนเรานี่แหละ ทำงานมาหนักแล้วถึงจุดๆ หนึ่งมันก็ต้องพัก พักเพื่อที่จะเก็บแรงแล้วทำงานต่อไป อันนี้เหมือนกันกับจิตเราแหละนะ จิตมันกว่าจะสงบได้มันก็หนักเหมือนกัน ทีนี้มันก็ต้องพักเหมือนกัน ไม่ต้องไปกังวล ปล่อยมันไป ให้มันพัก ทีนี้พอมันอิ่มตัวแล้วมันก็จะออกมาพิจารณาตามเรื่องของมันอีก อันนี้ให้พากันเข้าใจ อย่าไปวิตก มันเป็นของมันอย่างนี้แหละ มันพักแล้วมันก็ออกมาพิจารณาอีก วนไปๆ อยู่ สลับไปแบบนี้แหละ

แต่ทีนี้ที่ต้องระวังคือดูตัวเราก่อน คือเวลาร่างกายเราได้พักนี่ ไม่ต้องทำงานเราก็ชอบ ชอบพักนานๆ ไม่อยากออกทำงาน อันนี้นี่อันตราย จิตก็เหมือนกัน บางคนพอจิตมันเข้าพักแล้วชอบ ติดสมาธิตรงนั้นเพราะมันสบาย มันไม่ต้องทำอะไร นิ่งอยู่เฉยๆ ก็ไม่อยากให้จิตมันออกมาพิจารณา นี่สำคัญ ถ้ามันเริ่มติดก็ต้องรู้ทันมัน พยายามบังคับมันให้ได้ อย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่บอกว่าต้องชำนาญในการเข้าสมาธิ ต้องชำนาญในการออกสมาธิ คือตรงนี้แหละ เวลาจิตมันพัก ถึงจุดก็ต้องเอามันออกมาได้ อันนี้สำคัญอยู่อันหนึ่ง

พระอริยเจ้าเวลาท่านพักนี่ ไม่เหมือนพวกเราพัก พวกเราต้องนอนหลับกันเจ็ดแปดชั่วโมง แต่ท่านกำหนดจิต ให้จิตเข้าสมาธิเพื่อพักจิต แต่มีสติรู้ตัวอยู่ตลอด ให้จิตนิ่ง ลึกลงไป ให้พักผ่อน ไม่ต้องหลับเหมือนพวกเรา พักไม่ต้องนานก็พอ เพราะของท่านหลับจริง ของเราๆ นี่หลับกันไม่จริง อย่างที่ว่าแหละ หลับแล้วฝันโน่นฝันนี่อยู่เรื่อย ฝันแล้วทีนี้ถ้าฝันไม่ดี ก็เดือดร้อนพระเจ้าอีก มากันใหญ่ สะเดาะเคราะห์บ้างอะไรบ้าง ว่ากันไปใหญ่  ทั้งๆ ที่ใจมันสร้างขึ้นมาหลอกแค่นั้นเอง อันนี้ยังดี ฝันไม่ดีแล้วเข้าวัด ตัวฝันดีนี่น่ากลัว แทงหวยแทงเบอร์กันอีก เดือดร้อนกันไปใหญ่ อันนี้ให้พากันเข้าใจเรื่องจิต และใจไว้ เวลาปฎิบัติจริงจะได้ไม่ตกใจ ไม่กังวล

 

ความสำเร็จ

ความสำเร็จ
(ธรรมะโดยพระครูโพธิธรรมประภาส หรือพระอาจารย์เชือน ปภัสสโร วัดประชาสันติ)

มีพระรูปหนึ่งบวชมาได้ 1 พรรษา มาขอลาสึกกับท่านอาจารย์ ท่านก็เลยถามเหตุผลที่จะสึก พระก็เลยกราบเรียนว่าจะต้องไปรับปริญญาที่กรุงเทพ เพราะว่าเรียนจบแล้วมาบวชก่อน แล้วท่านอาจารย์ก็เลยเมตตาให้โอวาทถึงเรื่องความสำเร็จในการศึกษาว่า ความสำเร็จของการศึกษานี่ มันสำเร็จที่เวลาแป๊บเดียวเท่านั้นแหละคุณดูสิ อุตส่าห์เรียนมาตั้งนานนะ มาสำเร็จนิดเดียวตรงตอนรับปริญญานี่แหละ มันสำเร็จอยู่ตรงนั้น ตอนรับนี่มันปลาบปลื้มยินดีกันไม่เสร็จแหละ พอมาคิดย้อนหลังก็คิดว่าเออ นี่ถ้ารู้ว่าตั้งใจเรียนแบบนี้แล้วจบเร็วก็ทำมันเสียตั้งนานแล้ว

อันหนึ่งเรื่องของการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ช่วงเวลาที่ได้สำเร็จมรรคผลขึ้นมานี่ ก็ชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้นแหละ ภาวนาพิจารณามานาน พอถึงเวลาสำเร็จก็แค่ช่วงเวลาชั่วขณะจิตเดียว บางทีมันก็ปลาบปลื้มยินดี น้ำหูน้ำตาไหลเหมือนกันนะ เสร็จแล้วก็มานั่งเที่ยวนั่งนึกอีกแหละทีนี้ว่า เออเป็นอย่างนี้นี่เอง ถ้ารู้ว่าทำอย่างนี้แล้วมันสำเร็จ มันได้ ทำเสียตั้งนานแล้ว มันก็เป็นไปแบบเดียวกันกับการศึกษานั่นแหละ

 

นักโทษแดนประหาร

นักโทษแดนประหาร
(ธรรมะโดยพระครูโพธิธรรมประภาส หรือพระอาจารย์เชือน ปภัสสโร วัดประชาสันติ)

ลองมาพิจารณาดูสิ คนเราทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ที่เกิดมานี่ก็เหมือนนักโทษที่ถูกศาลสถิตย์ยุติธรรมตัดสินโทษประหารชีวิตแล้วด้วยกันทั้งนั้น คือต้องตายด้วยกันทุกคน  ไม่มียกเว้นเลย เพียงแต่ใช้ชีวิตรอวันตายเท่านั้น รอดูว่าจะตาย จะถูกประหารด้วยวิธีไหน จะด้วยโรคชรา อุบัติเหตุ หรืออะไรต่างๆ นานา ทีนี้ก็กลัวไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่จะมาหาอย่างแน่นอน ไม่มียกเว้น ต้องตายด้วยกันทุกคน อยู่ที่ว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น เราทุกคนก็ต้องใช้ชีวิตที่มีเหลืออยู่ให้คุ้มค่าอย่างที่สุด ทำดีให้มากที่สุด ไม่ต้องสงสัยว่าตายไปจะได้ไปสวรรค์หรือไม่ เพราะถ้าสวรรค์มีจริงตอนที่มีชีวิตทำดี ก็ต้องได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอนที่สุด แต่ถ้าไม่ได้มีสวรรค์อย่างที่คิด เราก็ต้องมีความสุขในขณะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

ความตายนี่ประมาทไม่ได้เลย จะตายวันไหน ไม่มีใครรู้คุณเชื่อไหม ทุกคนที่เที่ยวอยู่กัน เหมือนกับในปัจจุบันนี้เพราะไม่รู้เวลาตายกันล่วงหน้า ถ้าคุณรู้วันตายล่วงหน้า จะไม่ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นนี่หรอก ที่เป็นอย่างนี้เพราะประมาท คิดว่าคงยังไม่ตาย อย่างพระพุทธเจ้า ทรงตรัสถามพระอานนท์ว่า อานนท์ ท่านนึกถึงความตายอย่างไร พระอานนท์พุทธสาวกก็ทูลตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงความตายถึงวันละร้อยครั้งพระเจ้าข้า นั่นคุณดูสิ นึกถึงความตายถึงวันละร้อยครั้ง ไม่ใช่น้อยเลยนะอย่างพวกเราอย่าว่าแต่ร้อยครั้งเลย บางคนตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยนึกถึงความตายสักครั้งเลยก็มี แต่พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ยังไม่พอหรอก เราตถาคตนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก  ทีนี้เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วก็อย่าประมาทในความตาย ให้อุตส่าห์ทำความดีไว้ เมื่อตายก็ไม่ต้องมาอาลัยอาวรณ์ เสียดายที่ยังไม่ได้ทำคุณงามความดี

 

งานมุทิตาสักการะท่านพระครูโพธิธรรมประภาสอายุครบ 68 ปี (25 ม.ค. 2555)

เชิญร่วมงานมุทิตาสักการะอายุครบ 68 ปี
ท่านพระครูโพธิธรรมประภาส(พระอาจารย์เชือน ปภสฺสโร)
ณ วัดประชาสันติ ตำบลท้ายช้าง อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

ด้วยท่านพระครูโพธิธรรมประภาส เจ้าอาวาสวัดประชาสันติ ซึ่งเป็นพระครูเถระผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพสักการะของศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ซึ่งได้มีอายุ 68 ปีในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 คณะศิษยานุศิษย์ได้พร้อมใจกันจัดงานมุทิตาสักการะทำบุญครบอายุ 68 ปี ถวายแด่พระเดชพระคุณท่านพระอาจารย์

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์ และท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่เคารพศรัทธา และนับถือพระครูโพธิธรรมประภาส ได้ไปร่วมงานฯ ครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งมีกำหนดดังนี้

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 (ขึ้น 1 ค่ำเดือน 3)

เวลา 06.00 น.       พระภิกษุสามเณร ออกรับบิณฑบาตตามปกติ
เวลา 07.30 น.       ทำวัตรเช้า
เวลา 08.30 น.       ถวายภัตตาหารเช้าแด่ พระเถรานุเถระ – ภิกษุ – สามเณร
เวลา 10.45 น.       ทำพิธีบวชบวชธรรมจาริณี(ชีพราหมณ์)
เวลา 19.09 น.       เจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่ท่านพระครูโพธิธรรมประภาส และเจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรม
เวลา 20.30 น.       พระเถระผู้ทรงคุณวุฒิแสดงธรรม และเจ้าภาพถวายเครื่องไทยธรรม (หลังพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์)

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 (ขึ้น 2 ค่ำเดือน 3)

เวลา 07.00 น.       พระภิกษุสามเณร ออกรับบิณฑบาตรอบอุโบสถ
เวลา 08.00 น.       ถวายภัตตาหารเช้า แด่ พระเถรานุเถระ – ภิกษุ – สามเณร
เวลา 09.30 น.       ถวายผ้าป่าสามัคคี
เวลา 10.00 น.       มีการบริจาคโลหิต
เวลา 10.15 น.       มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน
เวลา 11.00 น.       พิธีสรงน้ำแด่ท่านพระครูโพธิธรรมประภาส (พร้อมรับของที่ระลึก)
เวลา 12.00 น.       ทำพิธีลาสิกขาธรรมจาริณี (ชีพราหมณ์) เป็นเสร็จพิธี